"Fiat Justitia Et Pereat Mundus, Fiat Justitia Ruat Caelum"

Wednesday, 8 October 2008

แถลงการณ์ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑

แถลงการณ์
เครือข่ายนิสิตนักศึกษาผู้ห่วงใยในประชาธิปไตย

เนื่องจากสถานการณ์การปะทะกันเมื่อเช้าวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก เป็นที่น่าเป็นห่วงแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทั้งผู้ชุมนุม เจ้าหน้าที่รัฐ และบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง รวมถึงการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐตามระบอบประชาธิปไตยอย่างยิ่ง

การชุมนุมเรียกร้องของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยตามกระบวนการของกฎหมายเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ตามระบอบประชาธิปไตย หากแต่ทว่าต้องอยู่ในขอบเขตของการแสดงออกทางความคิดเห็นและข้อเรียกร้อง ซึ่งกรณีการปิดล้อมรัฐสภาที่กำลังจะทำหน้าที่ตามกระบวนการที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญที่ได้ดำเนินไปได้โดยปกตินั้น เป็นการกระทำที่เกินกว่าขอบเขตของการชุมนุม และเป็นการยั่วยุอย่างเห็นได้ชัด

ดังนั้นความรุนแรงจึงเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อให้สถานการณ์มีความคลี่คลายในระดับหนึ่ง การใช้แก๊สน้ำตาเพื่อควบคุมจึงมีความจำเป็นไม่เป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ เนื่องจากพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่ากลุ่มผู้ชุมนุมต้องการเย้ยหยันอำนาจรัฐและละเมิดกฎหมาย โดยการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญว่าต้องปฏิบัติ อันได้แก่การแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และยังบุกรุกสถานที่ราชการอย่างอุกอาจเสมอมา แต่ทั้งนี้การกระทำของรัฐต้องตราบที่ไม่เป็นการใช้มากเกินกว่าเหตุโดยจงใจให้มีการบาดเจ็บและเสียชีวิต

ซึ่งกรณีของการมีการใช้ระเบิดซึ่งมีเศษแก้วยังเป็นที่คลุมเครือไม่แน่ชัดว่าใครเป็นผู้ใช้กันแน่ จึงเป็นการสมควรที่ทางการและผู้เกี่ยวข้องจะต้องออกมาตรวจสอบโดยเร็วที่สุด การที่มีตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกเสาปลายธงแทงก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าความรุนแรงได้ถูกใช้อย่างไร้สติแล้วในที่สุด

เพื่อการคลี่คลายสถานการณ์ให้เป็นไปได้โดยดีต่อทั้งระบอบประชาธิปไตยและความปลอดภัยต่อชีวิตทรัพย์สินของประชาชน เราขอเรียกร้องดังนี้

1. ขอให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ใช้สติทบทวนตนเองและแนวทางที่ตนเองทำ และยุติการปิดล้อมรัฐสภา เพื่อให้สถานการณ์ที่มีแนวโน้มรุนแรงมีความคลี่คลายลงมาในระดับที่เหมาะสม

2. ขอให้รัฐบาลมีการตรวจสอบการใช้กำลังทั้งของกลุ่มพันธมิตรฯ และเจ้าหน้าที่บ้านเมืองในเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม 2551 ให้ละเอียดแน่ชัด โดยการมีส่วนร่วมขององค์กรกลาง เพื่อความชัดเจนและการหาคนผิดมาลงโทษได้โดยกระบวนการยุติธรรม

3. ทั้งนี้เพื่อแสดงออกถึงการเคารพกฎหมายบ้านเมืองขอเรียกร้องให้แกนนำการชุมนุมที่ผ่านมาทุกฝ่าย เข้ามอบตัวเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ตามหลักการอารยะขัดขืนที่ผู้ชุมนุมทั้งสองฝ่าย

4. ขอให้มีการเจรจากันจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและรัฐบาล เพื่อให้ได้ข้อตกลงที่ยุติธรรมที่สุดสำหรับทั้งสองฝ่าย

5. ในเหตุการณ์ครั้งนี้ มีการแอบอ้างเหตุการณ์เดือนตุลาฯ ในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทยมาใช้ เราขอเรียกร้องให้หยุดการกระทำดังกล่าว เนื่องจากประวัติศาสตร์เดือนตุลาฯ คือการเคลื่อนไหวของประชาชนที่เป็นการเรียกร้องภายในหลักการของกฎหมายอย่างแท้จริง ไม่ใช่โดยใช้กำลังหักหาญช่วงชิงอย่างดื้อรั้น และเป็นการอยู่ภายใต้การเคารพเสียงของคนส่วนใหญ่อย่างยิ่ง ซึ่งผิดกับสิ่งที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกำลังทำอยู่

6. ขอให้ผู้ที่ประสงค์จะเข้าร่วมการชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โปรดใช้สติสัมปชัญญะไตร่ตรองด้วยเหตุและผลในการที่จะเข้าร่วมการชุมนุม ว่าแนวทางของกลุ่มพันธมิตรฯ ถูกต้องเหมาะสม และสอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยหรือไม่ โดยเฉพาะบรรดานิสิต นักศึกษา ซึ่งสามารถใช้เป็นข้ออ้างว่าเป็นพลังบริสุทธิ์ได้

7. เพื่อพิสูจน์ความเคารพในเสียงของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยจริง เราขอเรียกร้องให้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยตั้งพรรคการเมือง ลงหาเสียงและให้การศึกษาแก่ประชาชนตามวิธีการประชาธิปไตย และลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าแนวทางพันธมิตรถูกต้องแน่ชัดหรือไม่ ซึ่งจะเป็นการกระทำที่น่าชื่นชมว่ามีความเคารพในเสียงประชาชนเป็นอย่างยิ่ง

8. ขอคัดค้านการใช้อำนาจนอกระบบ เช่น การรัฐประหาร หรือการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ไม่ว่าจะด้วยโดยอำนาจของผู้ใด เพราะขัดต่อหลักการประชาธิปไตย และเป็นการแทรกแซงทางการเมืองที่ไม่อาจหาความชอบธรรมได้ไม่ว่าในมุมใดๆ

เรามีความคาดหวังว่าสถานการณ์จะมีการคลี่คลายไปได้โดยดี โดยที่ทุกคนจะสามารถใช้สติสัมปชัญญะ ความคิดกันอย่างมีเหตุผล คำนึงและเคารพในเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ และการพัฒนาตามรูปแบบประชาธิปไตยให้ถูกต้องตามครรลองคลองธรรมและกรอบของกฏหมาย

ด้วยความสมานฉันท์และความห่วงใยต่อประชาธิปไตยไทย

7 ตุลาคม 2551


ทั้งนี้โดยรายนามดังต่อไปนี้

เสียงส่วนหนึ่งในองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.)
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)
ฝ่ายการเมือง องค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ชมรมนักสิทธิมนุษยชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
กลุ่มสังคมนิยมประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
กลุ่มประชาธิปไตยไม่ใช่แค่กิ๊ก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (กปก.)
กลุ่มราษฎรเดินนำ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

Thursday, 4 September 2008

ดาวยังพรายอยู่จนฟ้ารุ่งราง

สวัสดี...


"ขอเยาะเย้ยทุกข์ยากขวากหนามลำเค็ญ
คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย
แม้ผืนฟ้ามืดดับเดือนลับละลาย
ดาวยังพรายอยู่จนฟ้ารุ่งราง"


ขณะนี้ข้าพเจ้ากำลังเหนื่อย...เหนื่อยกับการเมือง การศึกษา และกับ "ชีวิต"
ข้าพเจ้านอนไม่เต็มอิ่มมาเกือบๆ เดือน
ถ้านับชั่วโมงนอนของข้าพเจ้าตลอด ๒ เดือนมานี้
ข้าพเจ้ายืนยันว่าน่าจะไม่เกิน ๑๐๐ ชั่วโมง


หลายๆ สิ่งหลายๆ อย่างประดีประดังเข้ามาหาข้าพเจ้า
เปรียบดังพวกมัน "กระเหี้ยนกระหือรือ"
ที่จะทำร้ายสุขภาพจิตและสุขภาพกายของข้าพเจ้า

ข้าพเจ้าเคยภูมิใจที่สามารถรับมือกับการบั่นทอนสุขภาพจิตทั้งหลาย
ไม่ให้ปัจจัยรอบๆ กายมายุ่งเกี่ยวกับระบบความคิด
ซึ่งนำไปสู่ระบบสุขภาพทางกายภาพของข้าพเจ้าอย่างรุนแรงต่อไป

แต่วันนี้...ณ เวลานี้
ข้าพเจ้ายอมรับว่า "เหนื่อย" ข้าพเจ้าเหนื่อยเกินกว่าจะรับมือ
..............

ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าคำว่า "เหนื่อย" มันมีนิยามว่าอย่างไร
...แต่ถ้ามันคือ...
อาการเหงาที่ไม่มีใครเข้าใจ อาการท้อแท้ที่กำลังใจเริ่มถดถอย
สุขภาพกายที่มีแต่ทรงกับทรุด การนอนไม่หลับจนเกือบรุ่งสาง
การที่สมองวกวนเวียนไปมา และการล่มสลายในการจัดการทางความคิด
ถ้านี่คือนิยามของคำว่า "เหนื่อย" ข้าพเจ้าเองก็ยอมจำนนต่อมัน

เมื่อคืนที่ผ่านมา ในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังสนุกกับการไม่ได้นอนทั้งคืน
เพราะห่วงว่าจะได้ "รัฐบาลที่ลอยมาจากฟ้า" และวุ่นวายกับงานขององค์การนักศึกษา

ข้าพเจ้าแหงนมองไปบนฟ้าของธรรมศาสตร์...ข้าพเจ้ายิ้มได้บ้าง
แม้จะเป็นฟ้าธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
แต่ฟ้าที่นี่ก็มี "ดาว"
สิ่งแรกที่สมองของข้าพเจ้าประมวลผล และส่ง output ออกมา
คือ...

"พร่างพรายแสงดวงดาวน้อยสกาว
ส่องฟากฟ้า เด่นพราวไกลแสนไกล
ดั่งโคมทอง ส่องเรืองรุ้งในหทัย
เหมือนธงชัยส่องนำจากห้วงทุกข์ทน"

นั่นสิ..ข้าพเจ้ากำลังทุกข์
โดยเฉพาะที่สุด ข้าพเจ้ากลัวรัฐบาลจะยุบสภา หรือนายกฯ จะลาออก
แม้นข้าพเจ้าจะเกลียดคุณสมัคร สุนทรเวช
ที่ไม่รับผิดชอบต่อเหตุการณ์ตุลา ๑๙
แต่ข้าพเจ้าก็ไม่อาจยอมให้กฎหมู่เอาชนะกฎหมายได้อีก

"กฎหมายไม่ใช่วิญญาณของการต่อสู้
กฎหมู่คือการต่อสู้ที่ไร้วิญญาณ"
ข้าพเจ้ายืนยันว่า
"การเป็นกลางไม่ได้หมายความว่า เราต้องเข้าข้างทั้งสองฝ่าย"
ในเมื่อมันเหี้ยทั้งคู่ F+F ย่อมไม่สามารถเป็น T ได้

และ "ผู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญ" ก็ไม่ควรเข้ามายั้งกงล้อประชาธิปไตย

และเรื่องความรัก
เราอาจไม่จำเป็นต้องรักใคร ด้วยเหตุผลเพียงถูกใจ
เพียงแค่เราเหงา และการเอาใจใส่ที่ดี

แม้ตอนนี้ข้าพเจ้าจะเหนื่อยกับการปะทะกันทางความคิด


แต่ดาวน้อยๆ ดวงนั้นก็ทำให้ข้าพเจ้าคิดได้
...คิดได้ว่า...
"พายุฟ้าคลืนข่มคุกคาม
เดือนลับยามแผ่นดินมืดหม่น
ดาวศรัทธายังส่องแสงเบื้องบน
ปลุกหัวใจปลุกคนอยู่มิวาย"


ดาวดวงน้อยๆ ดวงหนึ่งบนธรรมศาสตร์ รังสิต
เจ้าจะรู้ตัวหรือไม่...
ว่าเจ้าทำให้ข้าพเจ้ามีกำลังใจมากขึ้น
ทำให้กลับมามองเข้าไปในจิตใจของตนเอง
ว่ากำลังคิด กำลังทำอะไรอยู่
ทำไปเพื่ออะไร และทำไมถึงต้องทำ

และกล้าที่จะก้าว
แม้ต้องเหนื่อยต่อไป


"ถ้าเราเปลี่ยนโลกไม่ได้ ก็จงอย่าให้โลกเปลี่ยนเรา"
ถ้าข้าพเจ้าจะตายเพราะเหนื่อย
ข้าพเจ้าก็สุขใจ
ที่ข้าพเจ้าได้ตายบนทางที่ข้าพเจ้าเลือก

Friday, 22 August 2008

"..คนหนุ่มสาว..."

“คนหนุ่มสาว…”
เสียงเบาๆ เหมือนเสียงกระซิบจากปากของหญิงชราคนหนึ่ง...เธอกล่าวขึ้นขณะที่กำลังละเลียดละไมกับเสี้ยนหมากพลูบนตั่งไม้โบราณในโถงบ้านที่เธออยู่มากว่าครึ่งศตวรรษ



-๑-
กำเนิด


เสียงร้องไห้งอแงของทารกเพศชายดังจ้า หญิงวัย ๕๐ คนหนึ่งกำลังพะว้าพะวนกับการโอ๋หลานรักของเธอ...หลานชายคนที่สอง...ทายาทเพศชายที่โบราณถือกันว่าจะเป็นหน้าเป็นตาของบ้านของเรือน...เธอเองก็เคยมีลูกชาย แต่เธอคงสั่งสมบุญไว้ไม่มากนัก ลูกชายของเธอทั้งสองจึงจากไปตั้งแต่ยังไม่โตเป็นหนุ่มทั้งคู่...เธอเหลือลูกสาวอยู่สามคน แต่ด้วยฐานะ และความเชื่อของบรรพบุรุษ เธอจึงส่งเสียลูกสาวทั้งสามจนจบการศึกษาขั้นสูงสุดได้รับราชการระดับผู้บังคับบัญชาทุกคน

และนี่ก็อีก...เธอคิด...หลานชายของเธอก็เช่นกัน เขาจะเติบโตและยิ่งใหญ่ เป็นเจ้าคนนายคน สมฐานะ ชาติตระกูล และเกียรติประวัติที่บรรพบุรุษได้สั่งสมกันมา

“ให้ได้ขี่ช้างกางร่มเป็นพญา ให้มีบารมีเทียมฟ้าเป็นเจ้าคนนายคน…”



-๒-
เด็กน้อย


หลายชายของเธอเรียนจบประถมศึกษาแล้ว เขาดูเป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่าย มีความซนตามวัยเป็นตัวชี้วัดความร่าเริงของเขา อุปนิสัยใจคอจัดเป็นเด็กช่างจำ ช่างถาม อยากรู้ อยากเห็น จนหลายๆ คนนอกจากจะเอ็นดูแล้วยังแอบหมั่นไส้ ทั้งผลการเรียนที่อยู่ในอันดับต้นๆ ของระดับตลอด พลอยทำให้ผู้ที่เป็นยายอย่างเธอยินดีทุกครั้งที่กล่าวถึงเขา เธอพร่ำสอนให้เขารู้จักขนบธรรมเนียมประเพณีที่สั่งสอนมา จะพูดจะจาก็คะขาจ๊ะจ๋า ด้านการเรียนเธอก็จัดหาพี่เลี้ยงมาอบรมสั่งสอนและให้เรียนหนังสือในโรงเรียนที่เธอคิดว่าดีที่สุด

เด็กน้อยสนใจธรรมะธรรมโมไม่แพ้ผู้เป็นยาย...เขาตื่นแต่เช้ามานั่งรอยายและไปใส่บาตรด้วยกันทุกเช้า เป็นเพื่อนคนแก่ไปฟังธรรมที่วัดทุกวันพระ...

“บุญรักษาเถอะตาน้อย....”





-๓-
เด็กชาย


เขากำลังเรียนมัธยมศึกษา...หลานรักของยายกำลังจะผ่านเข้าสู่วัยหนุ่ม หน้าตาคมคาย ส่วนสูงพอตัว เขายังสรวลเสเฮฮาตามแบบที่เขาเคยเป็น กลับจากโรงเรียนมักจะตรงรี่มาหายายของเขา...มานอนหนุนตักยาย ฟังเรื่องที่ยายเล่า...ยายสอน “พ่อแม่ยายสอนมาอย่างนี้”...เขามักจะเป็นคนพูดตอนจบของเรื่องที่ยายเล่าด้วยน้ำเสียงล้อเลียนทุกครั้ง แต่ยายก็มีความสุข...จะมีเด็กวัยนี้สักกี่คนที่ทนฟังคนแก่พูดเรื่องเก่าๆ โบราณๆ แบบเด็กคนนี้สักกี่คน ...เด็กหนุ่มที่ชอบฟังเพลงไทยเดิมที่ยายเล่น ชอบอาหารแบบดั้งเดิมที่ยายปรุง เด็กมัธยมที่มักนั่งอ่านหนังสือรอส่งเสียง “ฮะ..ครับ..ค่ะ...ว่าไรนะยาย” เป็นเด็กคนเดียวอยู่ท่ามกลางวงสนทนาของคนเฒ่าคนแก่วัยเลขหกเลขเจ็ด

ลูกสาวและลูกเขยเธออยากให้เขาเรียนหมอ ผู้ใหญ่หลายคนจะเอาเขาไปเป็นทหาร ป้าของเขาจะให้เขาไปอยู่ต่างประเทศ...แต่เธอจะตามใจหลานชายคนนี้ เขาจะต้องได้ทำในสิ่งที่เขาอยากทำ...เธอฝากความหวังไว้ที่หลายชายคนกลางนี้...เธอไม่อยากให้เขาไปไหน ให้อยู่ตามใจคนแก่ที่นี่...

“ตั้งใจเรียนสอบเข้าที่ดีๆ กลับมาเป็นใหญ่เป็นโตที่บ้านเรา อยู่ใกล้ๆ ยายนะ…”



-๔-
วัยหนุ่ม


หลานยายเปลี่ยนไปหลายอย่าง...เธอเองก็ไม่เคยเลี้ยงเด็กผู้ชาย โดยเฉพาะวัยหนุ่ม ตั้งแต่เขาเรียนชั้นปลาย เขากลับบ้านเกือบรุ่งสางทุกวัน ไม่ค่อยได้ตื่นมาใส่บาตรทำบุญกับยาย วันหยุดก็มีเพื่อนฝูงขับรถมารับ แต่เขาก็ยังยายจ๊ะยายจ๋าเหมือนเดิม ทุกครั้งที่เขาอยู่ที่บ้านถ้าไม่นอนเหมือนสลบ ก็ยังมานอนหนุนตักยาย ช่วยยายเจียนเสี้ยนหมากพลู ปรุงน้ำอบน้ำร่ำเหมือนเดิม แต่เด็กหนุ่มเริ่มสนใจซักไซ้ถามยายในเรื่องที่แปลกๆ ไป เรื่องที่ยายตามไม่ทันหรือไม่ทันคิด แต่ส่วนใหญ่เด็กหนุ่มมักจะไปกับเพื่อน ไปในที่ๆ เธอตามไปไม่ถึง...จนเขาจะจบชั้นมัธยมเขาขอให้ยายไปคุยกับลูกสาวลูกเขย...เขาอยากเรียนศิลปะ หรือไม่ก็เรียนกฎหมาย...พอเธอถามเหตุผลจากเขา เขาได้แต่นิ่งเงียบตามองไปที่กองหนังสือของเขา หรือไม่ก็ก้มศีรษะไม่สบตาเธอ เป็นอย่างนี้ทุกครั้งเหมือนตอนที่เขากำลังใช้ความคิด

“กลับมาหายายบ่อยๆ นะตาน้อย...อย่าหลงแสงสีเสียล่ะ”



-๕-
เติบโต


เขาจากเธอไปเรียนมหาวิทยาลัย...ตอนที่เขาก้าวขาขึ้นรถครั้งนั้น หัวใจของยายแทบโผตามเขาไปด้วย...หลานรักของยายต้องจากยายไปไกลอีกแล้ว แววตาของหลานที่เหมือนจะดูเด็ดเดี่ยวมั่นคง ...ช่วงแรกๆ หลายชายกลับไปหาเธอเกือบทุกวันหยุดก็ว่าได้ เวลาผ่านไปเธอก็จะติดต่อหลายได้แต่ทางโทรศัพท์สัปดาห์ละหนสองหน หรือไปรษณียบัตรที่หลานส่งมาหาบ่อยๆ ...และเมื่อผ่านไปพักใหญ่ๆ หลายชายก็ส่งข่าวมาหาเธอเพียงเดือนละครั้ง กลับมาให้เธอกอดเธอหอมปีๆ หนึ่งนับครั้งได้ แต่ละครั้งก็รีบมารีบกลับ
หลายชายเธอเปลี่ยนไปทั้งสีหน้า แววตา น้ำเสียง คำพูด การกระทำ และ...ความคิด

สังคมภายนอกทำอะไรกับเขา...ทุกๆ ครั้งที่เธอได้คุยกับเขา...เขาพูดถึงแต่ประเด็นเพื่อมวลชน การกดขี่ พูดถึงความสุขเวลาที่เขาได้ออกค่ายพัฒนา ความรู้ใหม่ๆ ที่เขาได้แลกเปลี่ยนกับแรงงาน การตำหนิติเตียนคนบางจำพวก เวลาว่างเขาเอาแต่นั่งเขียนหนังสือที่เธออ่านแล้วตกใจกับแนวคิด ภาษาที่แข็งกระด้าง ประชดประชัน ...ที่สำคัญที่สุดเขาทะเลาะกับพี่ชายของเขาเสียยกใหญ่ตอนที่ถกกันในประเด็นการเมืองตามข่าวในโทรทัศน์...เขาไม่เคยเป็นแบบนี้...หลายชายที่อ่อนน้อมของเธอหายไป

“ไปอยู่กับดินกินกับทราย..ระวังสุขภาพนะเด็กเอ๊ย”



-๖-
สูญเสีย


บ้านที่เธออยู่มากว่าครึ่งศตวรรษเงียบเหงา

ไร้เสียงหัวเราะที่มาจากความร่าเริงแจ่มใสของคนหนุ่มสาว

หลายชายของเธอจากไปแล้ว...ถ้าจากไปจริงๆ เธออาจจะทำใจได้มากกว่า แต่เขาจากไปเพียงตัวตนที่เคยเป็น ...เธอได้เด็กหนุ่มคนหนึ่งมาแทนที่ เด็กหนุ่มที่ใช้ชีวิตเกินวัยที่ควรจะใช้ เด็กหนุ่มที่สูญเสียสิ่งที่คนวัยเดียวกันควรจะมี...เสียงหัวเราะและรอยยิ้มที่แสร้งหลอก แววตาที่ครุ่นคิดและมุ่งมั่น จากเด็กที่ตั้งใจเรียนกลายเป็นเด็กที่ขลุกอยู่กับฝุ่นกับดิน กับอะไรๆ ที่ลูกสาวและลูกเขยเธอเรียกว่า “กิจกรรมไร้สาระ หาเรื่องโดดเรียนไปวันๆ” …เธอน้ำตาซึมทุกครั้งที่เจอหลานชาย เขาซูบและดำคล้ำลงทุกวัน แต่งตัวเหมือนพวกที่ไม่มีคนดูแลเสื้อผ้าให้...

เขาใช้ชีวิตอยู่อย่างไร..สุขภาพก็ไม่ดีมาตั้งแต่เด็กๆ แววตาที่มุ่งมั่นนั่นก็เจือความเศร้า ความทุกข์อยู่ตลอดเวลา...แต่ทุกครั้งที่เขากลับมานอนหนุนตักเธอ เขามักจะเล่าถึงวีรกรรมของเขาด้วยความมุ่งมั่น และรีบเผ่นกลับมหาวิทยาลัยทุกครั้งที่ลูกสาวเธอรู้ว่าเขากลับบ้าน เขาบอกว่าแม่ไม่เข้าใจเขา...เขากำลังทำงานตอบแทนบุญคุณอยู่... บุญคุณของชาวไร่ ชาวนา แรงงาน ตาสี ตาสาทั้งหลาย ...ยายฟังสิ่งที่เขาอยากทำแต่ละครั้งก็อดใจหายและเป็นห่วงไม่ได้...เด็กหนุ่มตัวน้อยๆ ของยายจะไปทำอะไรได้...ทำไมหลานยายไม่รีบเรียนหนังสือให้จบ กลับมาอยู่กับยาย


ถ้าหลานเรียนจบแล้วไปทำงานทำการอย่างที่หลานบอกจริงๆ...แล้วยายแก่ๆ คนนี้ล่ะจะอยู่กับใคร ใครจะนอนหนุนตักยายส่งเสียงจ๊ะจ๋า ใครจะช่วยยายเจียนหมาก ชวนยายเข้าครัว...


เธอได้แต่น้ำตาซึมเวลาคิดถึงหลานสุดที่รักของเธอ
เธอเสียหลานเธอให้ใครไปก็ไม่รู้...


บางที...เธออาจจะทำบุญมาไม่มากพอ หรือไม่เธอก็อาจจะพลาดไปตอนที่เขาเกิด...



“…ครั้นได้ขี่ช้างกางร่มเป็นพญา จงอย่าลืมชาวนาขี่ควายคอนกล้า
ครั้นใหญ่โตปีกกล้าทะยานฟ้า แก่ชราเลี้ยงมาเฒ่าเฝ้าคอย…”


.......สักวันหลานชายคงกลับมาตอบแทนบุญคุณของเธอบ้าง.......

๐๕/๐๗/๒๕๕๑
๐๒:๔๔:๓๐ น.

Wednesday, 20 August 2008

"เพื่อนใหม่"

บทความนี้
วสวสฺต์ เขียนขึ้นเมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๐๐๗ เวลา ๑๑:๔๙:๓๒ PM
.......................................

หนึ่งปี ๑ ปี ๑ ปี......ของชีวิตที่มหาวิทยาลัย....แห่งนี้
ให้อะไรกับเราบ้าง........นั่นดิ...ให้อะไรบ้าง.........
ให้ความเป็นนักศึกษา....ให้การผ่านพ้นจากมัธยม....ให้ได้เรียนกฎหมาย
....ได้เปิดโลกใหม่ๆ ได้มีมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับสังคมข้างนอก
รับรู้ความเป็นไป....และรับรู้ว่าเพื่อนแต่ละคนไม่เหมือนกัน...
รู้ว่าควรทำอะไร...แต่ก็ยังทำอะไรที่ไม่ควรทำ...............
รู้ว่าการเรียกตัวเองว่าโต....ความจริงมันก็เด็กดีๆ นั่นล่ะ
เพียงแต่ก้าวข้ามมาอีกขั้น....หรือน้อยกว่านั้น

รู้จักความรักครั้งใหม่.....ที่มันเหมือนจะจบลง....แต่ก็ไม่จบ...
รู้จักการมีคนรัก...ที่ถามตัวเองว่ารัก?
...........รู้จักการถามใจตัวเอง.....และโกหกใจตัวเอง...

รู้จักความทรมานในการมองใครคนหนึ่ง.....และทรมานยิ่งขึ้น

รู้ว่าสิ่งที่เราทำ...คนอื่นเขาไม่ได้คิด...และเข้าใจเราเสมอไป


รู้หลายๆ อย่าง
รู้ว่าตัวเองไม่เหมาะที่จะเป็นนักกฎหมาย............